ดอกไฮเดรนเยีย (HYDRANGEA)

ดอกไฮเดรนเยีย (HYDRANGEA)
ชื่อสามัญ : hydrangea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrangea macrophylla (Thunb.) Ser.
                เป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น คาบสมุทรเกาหลี เทือกเขาหิมาลัย อินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังพบที่อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ อีกด้วย ซึ่งมีความหลากส่วนใหญ่ที่ทวีปเอเชีย

ความหมายและความเป็นมงคล

                     สัญลักษณ์แห่งฤดูฝน สื่อถึงความรัก ความนุ่มนวล ให้ความหมายว่าความจริงใจและความพยายามได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ด้วยลักษณะของดอกไม้ที่ต้องใช้ความเอาใจใส่ในการดูแลกว่าจะออกดอกสวยงาม จึงมีความหมายแฝงอีกอย่างว่าขอบคุณที่เข้าใจและอยู่ข้างกันเสมอมาด้วย

ลักษณะทั่วไปของ " ไฮเดรนเยีย"

ลำต้น
ลำต้นมีความสูง 0.50 – 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง

ใบ
ใบรูปไข่ปลายแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบหนา แผ่นใบเป็นร่องเส้นใบเห็นได้ชัด

ดอก
ออกดอกกลมแน่นที่ปลายยอด เส้นผ่านศูนย์กลางช่อดอก 15 – 20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอกย่อย 2 ชนิด คือ ดอกขนาดเล็กเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ส่วนดอกขนาดใหญ่เป็นหมัน กลีบดอกมีสีขาว ชมพู แดง ม่วง และฟ้า

ไฮเดรนเยีย 5 สายพันธุ์ที่เหมาะกับเมืองไทย

                สายพันธุ์ของไฮเดรนเยีย มีมากกว่า 80 สายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งมี 5 สายพันธุ์ที่จะมาแนะนำให้ทุกคนรู้จัก เนื่องจากสามารถปลูกและดูแลได้ง่าย และมีความโดดเด่น เป็นที่นิยมในเมืองไทย ดังนี้

1. ไฮเดรนเยีย เบล่า : Hydrangea Bela
สายพันธุ์ฝรั่งเศส ดอกสีน้ำเงินเข้ม กลีบดอกค่อนข้างหนา ทนทาน มีขนาดช่อดอก 12 – 14 เซนติเมตร และมีช่อดอกต่อต้น ประมาณ 8 – 10 ช่อ

2. ไฮเดรนเยีย ลูฟีเออร์ : Hydrangea Leuchtfeuer
สายพันธุ์ฝรั่งเศส สายพันธุ์สีแดง ดอกมีสีชมพูเข้มไปจนถึงสีแดง กลีบดอกขนาดใหญ่ มีขนาดช่อดอก 15 – 17 เซนติเมตร และมีช่อดอกต่อต้น ประมาณ 8 – 10 ช่อ

3. ไฮเดรนเยีย เซียน พิ้งค์ : Hydrangea Xian Pink
สายพันธุ์ฝรั่งเศส ดอกสีชมพูอ่อน มีขนาดช่อดอก 10 – 14 เซนติเมตร และมีช่อดอกต่อต้น ประมาณ 8 – 10 ช่อ

4. ไฮเดรนเยีย โรสิตา : Hydrangea Rosita
สายพันธุ์ฝรั่งเศส ดอกสีชมพูอ่อน ทนทาน กลีบดอกค่อนข้างใหญ่ ช่อดอกมีขนาด 15 – 17 เซนติเมตร และมีช่อดอกต่อต้น ประมาณ 7 – 10 ช่อ

5. ไฮเดรนเยียวูดู : Hydrangea Wudu
สายพันธุ์ฝรั่งเศส ดอกมีสีขาว ช่อดอกมีขนาด 10 – 14 เซนติเมตร และมีช่อดอกต่อต้น ประมาณ 7 – 10 ช่อ

ไทรใบสัก (Fiddle-leaf fig)ไทรใบสัก (Fiddle-leaf fig)

ไทรใบสักชื่อสามัญ: Fiddle-leaf figมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ไทรใบสัก จึงเป็นพืชเขตร้อน ซึ่งปลูกได้ดีในที่ที่อากาศอบอุ่นหรือร้อนชื้น จุดเด่นของต้นไม้ประเภทนี้ คือ ฟอร์มใบหยักพลิ้ว ใบขนาดใหญ่ ใบขนาด ใหญ่สวยงาม ส่วนใหญ่จะนิยมนำมาปลูกประดับภายในห้อง ความเชื่อและความเป็นมงคลนิยมปลูกเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม เสริมฮวงจุ้ย และช่วยให้ค้าขายดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษ และฟอกอากาศให้สะอาดสดชื่น ลักษณะทั่วไปของ ไทรใบสัก ลำต้นเปลือกมีสีน้ำตาลปนเท่า สามารถสูงได้ถึง 12 เมตร ใบใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีกว้าง ถึงกลม โคนใบรูปหัวใจ

ต้นโมก (Moke)ต้นโมก (Moke)

ต้นโมกชื่อสามัญ : Moke                   ต้นโมกมีถิ่นกำเนิดอยู่แถวเอเชีย เขตร้อนในประเทศไทย มักพบต้นโมกขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าดงดิบ และบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้น มีคนสันนิษฐานว่าต้นโมกนั้นได้ถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จากในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล พ.ศ. 2416 บรรยายไว้ว่า “โมก : เป็นต้นไม้อย่างหนึ่งมีดอกหอม คนมักปลูกไว้ริมเรือนชุม” ความเชื่อ และความเป็นมงคล

บอนสีบอนสี

         “บอนสี ราชินีไม้ใบ” มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบทวีปอเมริกาใต้ และเริ่มเข้ามาในทวีปยุโรป อินเดีย และอินโดนีเซีย แล้วเชื่อกันว่า บอนสีเข้ามาในประเทศไทยตอนสมัยสุโขทัย และ ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป และได้ทรงนำบอนสีเข้ามาปลูกในประเทศไทยไว้หลายสายพันธุ์ “บอนสี ราชินีไม้ใบ”             บอนสี มักถูกปลูกเป็นต้นไม้ประดับ เนื่องจาก มีใบขนาดใหญ่รูปหัวใจ หรือรูปหอกที่มีสีชม