แก้วเจ้าจอม

แก้วเจ้าจอม
ชื่อสามัญ : Lignum vitae
                 แก้วเจ้าจอม เป็นพันธุ์ไม้ประจำถิ่นแคริบเบียน เป็นต้นไม้ทรงเสน่ห์ที่มีดีมากกว่าดอกหอมชื่นใจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำพันธุ์ไม้ชนิดนี้เข้าสยามจากชวา (อินโดนีเซีย) แล้วทรงนำมาปลูกในเขตพระราชอุทยานวังสวนสุนันทา ซึ่งมีเพียงต้นเดียวเท่านั้นที่เป็นต้นดั้งเดิม อยู่ที่พระบรมราชานุสรณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี และในปัจจุบัน ได้มีการขยายและปลูกตามส่วนต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ได้กลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ความเชื่อและความเป็นมงคล

เชื่อกันว่าแก้วเจ้าจอมคือ “ต้นไม้มงคล” เพราะมีชื่อมงคล นามมงคล ว่า เจ้าจอม (เพื่อระลึกถึงรัชการที่ 5) ในสมัยนั้นต้นแก้วเจ้าจอม คือ ต้นไม้ที่ทรงปลูกไว้ในวังเท่านั้น และในปัจจุบันดอกแก้วเจ้าจอม เป็นดอกไม้ประจำ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา

ลักษณะทั่วไปของ "แก้วเจ้าจอม"

ลำต้น
ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10 – 15 เมตร ไม่ผลัดใบ เปลือกต้นสีเทาเข้ม กิ่งมีข้อพองเห็นเป็นปุ่มๆ ทั่วไป กิ่งค่อนข้างแบน เรือนยอดทรงกลมค่อนข้างหนาทึบ

ใบ
ใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงตรงข้าม มีทั้งชนิดที่มีใบย่อย 2 คู่ และ 3 คู่ เป็นรูปรีเบี้ยวเล็กน้อย รูปไข่กว้าง หรือรูปไข่กลับ ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายใบใน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ มีสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบสีอ่อนกว่า มีจุดสีส้มที่โคนใบย่อยด้านบน หูใบและใบประดับขนาดเล็ก

ดอก
สีฟ้าอมม่วงหรือสีฟ้าคราม สีจะจางลงเมื่อใกล้โรย โคนเชื่อมติดกันเล็กน้อย มีขน ร่วงง่าย รูปรีหรือรูปไข่ เกสรเพศผู้ 10 อัน สีฟ้า อับเรณูที่ปลายมีสีเหลืองออกดอกเดี่ยว แต่อยู่รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง 3 – 4 ดอก

ผล
เดี่ยว รูปร่างกลมแป้นหรือรูปหัวใจกลับ เมื่อแก่เป็นสีเหลืองหรือสีส้ม เมล็ด 1 – 2 เมล็ด สีน้ำตาล

สายพันธุ์ของแก้วเจ้าจอม

  • แก้วเจ้าจอม 4 ใบ มีลักษณะเป็นใบย่อย 2 คู่ มีปลายใบมน ขอบเรียบ ใบย่อยคู่มีขนาดปลายใหญ่ที่สุด และถัดมา มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เนื้อใบเหนียว และหนา มีผิวใบเป็นสีมันเขียวเข้ม

  • แก้วเจ้าจอม 6 ใบ มีลักษณะเป็นใบย่อย 3 คู่ ลักษณะไม่ต่างกันกับสายพันธุ์ 4 ใบ แต่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วกว่า ออกดอกได้ภายใน 1 ปี จึงทำให้เป็นสายพันธุ์ที่คนนิยมปลูกกันมากที่สุด

  • แก้วเจ้าจอม 8 ใบ มีลักษณะเป็นใบย่อย 4 คู่ ลักษณะใบไม่ต่างกันกับสายพันธุ์ 4 ใบและ 6 ใบ แต่มีขนาดดอกที่ต่างกัน โดยมีความเล็กกว่ามาก มีการเจริญเติบโตที่ช้า และใช้เวลามากกว่า 5 ปี ในการออกดอก

กล้วยไม้กล้วยไม้

          กล้วยไม้ เป็นพืชดอกที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลายคนสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ทั้งกล้วยไม้สกุลช้าง สกุลแวนด้า สกุลหวายและกลุ่มคัทลียา เป็นที่รู้จักในเรื่องความสวยงาม และมักใช้เป็นของตกแต่งภายในบ้าน เพื่อช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่คนในบ้าน และผู้คนจากหลายส่วนของโลก ยังนำกล้วยไม้มาใช้ในทางการแพทย์ เพื่อการรักษาโรคได้อีกด้วย             กล้วยไม้ กล้วยไม้เป็นพืชวงศ์ใหญ่ ทั่วไปแล้ว ลำต้นของกล้วยไม้ไม่มีแก่นและเปลือก ลำต้นมี 2 ลักษณะ ลำต้นแท้

ไทรใบสัก (Fiddle-leaf fig)ไทรใบสัก (Fiddle-leaf fig)

ไทรใบสักชื่อสามัญ: Fiddle-leaf figมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ไทรใบสัก จึงเป็นพืชเขตร้อน ซึ่งปลูกได้ดีในที่ที่อากาศอบอุ่นหรือร้อนชื้น จุดเด่นของต้นไม้ประเภทนี้ คือ ฟอร์มใบหยักพลิ้ว ใบขนาดใหญ่ ใบขนาด ใหญ่สวยงาม ส่วนใหญ่จะนิยมนำมาปลูกประดับภายในห้อง ความเชื่อและความเป็นมงคลนิยมปลูกเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม เสริมฮวงจุ้ย และช่วยให้ค้าขายดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษ และฟอกอากาศให้สะอาดสดชื่น ลักษณะทั่วไปของ ไทรใบสัก ลำต้นเปลือกมีสีน้ำตาลปนเท่า สามารถสูงได้ถึง 12 เมตร ใบใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีกว้าง ถึงกลม โคนใบรูปหัวใจ

ต้นโมก (Moke)ต้นโมก (Moke)

ต้นโมกชื่อสามัญ : Moke                   ต้นโมกมีถิ่นกำเนิดอยู่แถวเอเชีย เขตร้อนในประเทศไทย มักพบต้นโมกขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าดงดิบ และบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้น มีคนสันนิษฐานว่าต้นโมกนั้นได้ถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จากในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล พ.ศ. 2416 บรรยายไว้ว่า “โมก : เป็นต้นไม้อย่างหนึ่งมีดอกหอม คนมักปลูกไว้ริมเรือนชุม” ความเชื่อ และความเป็นมงคล